วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ชมกระเจียวบานในม่านฝน ที่เทือกเขาพังเหย จ.ชัยภูมิ

ชมกระเจียวบานในม่านฝน ที่เทือกเขาพังเหย จ.ชัยภูมิ
Published By เคน On วันจันทร์, สิงหาคม 24th 2009
Posted In
ชัยภูมิ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ Tags: , , ,

ดอกกระเจียว
ทุ่งกระเจียว สวยสุดแห่งปีมีได้เฉพาะช่วงฤดูฝน บนเทือกเขาพังเหย ตั้งแต่เทพสถิต ป่าหินงามไปจนถึงไทรทองแหล่งใหม่ที่อยู่ไม่ไกล
กระเจียวแถบเขาพังเหย จ.ชัยภูมิ นี้มีชื่อแท้จริงว่า บัวสวรรค์ (Curcuma alismatifolia) เป็นคนละพันธุ์กับกระเจียวชนิดอื่น แต่จัดอยู่ในตระกูลเดียวกัน เดิมทีพบมากเฉพาะที่ เทพสถิต ป่าหินงาม แต่แหล่งใหม่ อุทยานฯไทรทอง แนวเขาพังเหยส่วนบนนั้น พบว่าทุ่งกระเจียวสวยไม่แพ้กันซ่อนอยู่ สีสดงดงามและดอกใหญ่กว่า โดยเฉพาะวันที่สายหมอกปกคลุมให้ภาพงามน่าอัศจรรย์

เขาพังเหย
ทุ่งกระเจียว สวยสุดแห่งปีมีได้เฉพาะช่วงฤดูฝน บนเทือกเขาพังเหย ตั้งแต่เทพสถิต ป่าหินงามไปจนถึงไทรทองแหล่งใหม่ที่อยู่ไม่ไกล

ทุ่งดอกกระเจียว

แผนที่
เส้นทางการเดินทางจากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ถึงจ.สระบุรี ต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 21 ถึงอ.ชัยบาดาล แยกขวาทางหลวงหมายเลข205 ถึง อ.เทพสถิต แยกซ้ายทางหลวงหมายเลข 2354 ถึงอุทยานฯ ป่าหินงามสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อที่ ททท.สำนักงานนครราชสีมาโทร. 0-4421-3030, 0-4421-3666
ขอขอบคุณข้อมูลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
AKPC_IDS += "410,";
Popularity: 28% [
?]
บทความคล้ายๆกัน
คืนมหัศจรรย์นอนนับดาว ที่มอหินขาว เสาหินมหัศจรรย์ จ.ชัยภูมิ
ชมฝูงผีเสื้อและสัตว์ป่า นานาชนิดบนเส้นทางสายธรรมชาติ ทุ่งกะมังชัยภูมิ

กฎหมายเกี่ยวกับสัตว์ป่า

กฎหมายเกี่ยวกับสัตว์ป่า


พระราชบัญญัติ สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕
สัตว์ป่าสงวน
นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร Pseudochelidon sirintarae
นกแต้วแล้วท้องดำ Pitta gurneyi
นกกระเรียน Grus antigone
แรด Rhinoceros sondaicus
กระซู่ Dicerorhinus sumatrensis
กูปรีหรือโคไพร Bos sauveli
ควายป่า Bubalus bubalis
ละองหรือละมั่ง Cervus eldi
สมันหรือเนื้อสมัน Cervus schomburki
เลียงผาหรือเยืองหรือกูรำหรือโครำ Capricornis sumatraensis
กวางผา Naemorhedus griseus
แมวลายหินอ่อน Pardofelis marmorata
สมเสร็จ Tapirus indicus
เก้งหม้อ Muntiacus feai
พะยูนหรือหมูน้ำ Dugong dugon
สัตว์ป่าคุ้มครอง
สัตว์ป่าคุ้มครองประเภทเลี้ยงลูกด้วยนม
สัตว์ป่าคุ้มครองประเภทสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ
นก
แมลง
สัตว์เลื้อยคลาน
สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง
ปลา

นักอุปมาอุปมัย

นักอุปมาอุปมัย

หลวงปู่ชา นับเป็นนักปฏิบัติธรรมที่ติดดินที่สุด ท่านสอนจากธรรมชาติที่ต่ำที่สุด
เพื่อให้เกิดสิ่งที่สูงที่สุดคือมรรคผล โดยมีคนเปรียบเทียบแง่มุมนี้ว่า
คล้ายกับแนวคำสอนของ ท่านพุทธทาสภิกขุ แต่จุดเด่นอันหนึ่งของแนวคำสอนของหลวงปู่ชาก็คือ

"การเปรียบเทียบ" ท่านหาเรื่อง มาเปรียบเทียบเพื่ออธิบายคำสอนของท่านได้อย่างเหมาะเจาะ
และเข้าใจง่าย ดังข้อเปรียบเทียบ ต่อไปนี้.-


มะม่วง

ถ้าพูดให้สั้นเข้ามา
ศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี มันก็เป็นอันเดียวกัน
ศีลก็คือสมาธิ สมาธิก็คือศีล
สมาธิก็คือปัญญา ปัญญาก็คือสมาธิ

ก็เหมือนมะม่วงใบเดียวกัน
เมื่อมันเป็นดอกขึ้นมา มันก็ดอกมะม่วง
เมื่อเป็นลูกเล็ก ก็เรียกว่าผลมะม่วง
เมื่อมันโตขึ้นมา ก็เรียกมะม่วงลูกโต
มันโตขึ้นไปอีก ก็เรียกมะม่วงห่าม
เมื่อมันสุกก็คือมะม่วงสุก
มันก็มะม่วงลูกเดียวกันนั่นแหละ
มันเปลี่ยนๆไป
มันจะโตมันก็โตไปหาเล็ก
เมื่อมันเล็กมันก็เล็กไปหาโต


มีด

สมถกับวิปัสสนา
มันแยกกันไม่ได้หรอก
มันจะแยกกันได้ก็แต่คำพูด
เหมือนกับมีดเล่มหนึ่งนะ
คมมันก็อยู่ข้างหนึ่ง
สันมันก็อยู่ข้างหนึ่งนั่นแหละ
มันแยกกันไม่ได้หรอก
ถ้าเราจับด้ามมันขึ้นมาอันเดียวเท่านั้น
มันก็ติดมาทั้งคมทั้งสันนั่นแหละ


งู

มนุษย์เราทั้งหลายไม่ต้องการทุกข์
ต้องการแต่สุข
ความจริงสุขนั้นก็คือทุกข์อย่างละเอียด
เช่นเดียวกับทุกข์ก็คือ ทุกข์อย่างหยาบ
พูดอย่างง่ายๆ
สุขและทุกข์ก็เปรียบเสมือนงูตัวหนึ่ง
ทางหัวมันเป็นทุกข์
ทางหางมันเป็นสุข
เพราะถ้าลูบทางหัวมันมีพิษ มันก็กัดเอา
ไปจับหางมันก็เหมือนเป็นสุข
แต่ถ้าจับไม่วาง มันก็หันกลับมากัดได้เหมือนกัน
เพราะทั้งหัวงูและหางงู
มันก็อยู่ในงูตัวเดียวกัน
เช่นเดียวกับสุขและทุกข์
ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน


หมายังรู้

หมามันยังรู้จักอารมณ์ของมันเลย
เวลาหิวมันก็คราง หงิงๆ
ใครไม่รู้จักอารมณ์ของตัวเอ็งก็ตายเสียดีกว่า


โคตรของสมาธิ

มีอุบาสกคนหนึ่งถามหลวงพ่อว่า "ถ้าทำสมาธินี้ เอาแต่ขณิกก็พอ ไม่จำเป็นต้องไปไกล
กว่านั่นใช่ไหมครับ" หลวงพ่อชาตอบว่า "ก็ไม่เป็นไรอย่างนั้น คือหมายความว่า
มันต้องเดินไปถึงกรุงเทพฯ ก่อนว่ากรุงเทพฯมันเป็นอย่างนี้
อย่าไปถึงแค่โคราชซิ.. คือไปให้ถึงกรุงเทพฯก่อน และเราก็ผ่านอุบลราชธานีด้วย ผ่านโคราชด้วย
ผ่านกรุงเทพฯด้วย คือเรียกว่าสมาธินะ ขณิกสมาธิ อัปปณาสมาธิ มันจะถึงที่ไหนก็ให้มันถึงที่
มันจึงจะรู้จักโคตรของสมาธิ ว่ามันเป็นอย่างไร อัปปณาสมาธิที่มันมากกว่าอุปจารสมาธิ"


หัวกลอย

ให้กลับความรักที่มีอยู่ ให้กลายเป็นความรักสากล
ให้กลายเป็นความรักที่มีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย
รักเหมือนแม่รักลูก พ่อรักลูก แม้ผมอยู่กับพวกท่าน
ผมก็รักท่านเหมือนเป็นลูกเป็นหลาน ให้ล้างความใคร่
ออกจากความรักเหมือนหัวกลอย ต้องแล่เอาพิษออกจึงกินได้
ความรักก็เช่นเดียวกัน ต้องพิจารณา มองให้เห็นทุกข์ของมัน
ค่อยๆล้างเอาเชื้อแห่งความมัวเมาออก
เพื่อให้เหลือแต่ความรักล้วนๆ เหมือนครูบาอาจารย์รักศิษย์


จิตคือควาย

เปรียบเสมือนกับการเลี้ยงควาย
จิตของเราก็เหมือนควาย
อารมณ์คือต้นข้าว
ผู้รู้เหมือนเจ้าของ
เวลาเราไปเลี้ยงควายทำอย่างไร
ปล่อยมันไป
แต่เราพยายามดูมันอยู่
ถ้ามันพยายามเดินไปใกล้ต้นข้าว
ก็ตวาดมัน
ควายได้ยินก็จะถอยออกไป
แต่เราอย่าเผลอนะ
ถ้ามันดื้อไม่ฟังเสียง
ก็เอาไม้ฆ้อนฟาดมันจริงๆ
มันจะไปไหนเสีย


วัวไม่กินหญ้าก็คือหมู

ทุกวันนี้ อาตมาไม่ค่อยได้เทศน์มาก อยู่วัดอยู่วาก็เหมือนกัน
ปีนี้เทศน์ให้แม่ชีฟังถึงสองสามครั้งหรือเปล่า ก็จำไม่ได้
พระเจ้าพระสงฆ์ก็ให้อยู่เฉยๆ ให้ดูเอาปฏิบัติเอง
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
เพราะเข้าใจว่า คนมีศรัทธา จึงเข้ามาในวัด จึงมาบวชเป็นปะขาว
จึงมาบวชเป็นเณร จึงมาบวชเป็นพระ
เข้าใจอย่างนั้น
ถ้าเข้าใจอย่างนั้นก็เหมือนกันกับวัวเราน่ะแหละ
วัวมันกินอะไร
มันกินหญ้า
จับมันมาปล่อยในสนามหญ้าแล้ว
ถ้ามันไม่กินหญ้า มันก็เป็นหมูเท่านั้นแหละ


นักปฏิภาณ

บางครั้งหลวงพ่อชา ท่านมีจิตแจ่มใส เดาใจคนถามได้อย่างแม่นยำ จึงมักจะมีการใช้
ปฏิภาณโต้ตอบปัญหาอย่างเฉียบแหลมอยู่เสมอ


ใครรู้อัตตา

คนที่นับถือพระเจ้า ไม่ยอมรับคำสอนเรื่อง "อนัตตา" ของพระพุทธศาสนา
เหตุผลของเขาก็คือ "จะเอาอะไรมารู้อนัตตาเล่า ถ้าไม่ใช่อัตตา"
วันหนึ่ง มีชาวคริสต์มาถามหลวงพ่อว่า "ใครรู้อนัตตา"
หลวงพ่อถามกลับทันที "ใครรู้อัตตา"


นกไม่รู้เรื่องปลา

มีชาวต่างประเทศถามหลวงพ่อว่า ชีวิตพระเป็นอย่างไร?
หลวงพ่อคิดว่าตอบอย่างไรก็ไม่เข้าใจแน่ เพราะเขายังไม่รู้จักพระ
จึงตอบไปว่า
ถึงปลาจะบอกว่าอยู่ในน้ำเป็นอย่างไร
นกก็ไม่มีทางจะรู้ได้
ตราบใดที่นกยังไม่เป็นปลา


ของแปลก

ในความเคร่งเครียดในการปฏิบัติธรรม หลวงพ่อก็ยังมีแง่มุมที่ขบขันให้เราได้เห็นบ้าง
เป็นการหักมุมที่ค่อนข้างจะตื่นเต้นมาก ดังที่ท่านบันทึกไว้ในการเดินทางไปประเทศอังกฤษ
เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๒๐ ว่า

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการเดินทางในวันที่ ๖ ในขณะที่บินอยู่ เครื่องบินได้เกิดอุบัติเหตุ
ยางระเบิด ๑ เส้นบนอากาศ พนักงานการบินจึงได้ประกาศให้ผู้โดยสารเตรียมตัวรัดเข็มขัด
มีฟันปลอมก็ต้องถอดออก แม้กระทั่งแว่นตาหรือรองเท้า เครื่องบริขารทุกอย่างต้องเตรียมพร้อมหมด

ผู้โดยสารทุกคนเมื่อเก็บเครื่องบริขารทุกอย่างเสร็จแล้ว ต่างคนต่างก็เงียบ คงคิดว่าจะเป็นวาระสุดท้าย
ของพวกเราทุกคนเสียแล้ว ขณะนั้นเราก็ให้คิดว่าเป็นครั้งแรกที่เรา ได้เดินทางมาเมืองนอก
เพื่อสร้างประโยชน์แก่พระศาสนา จะเป็นผู้มีบุญอย่างนี้เทียวหรือ

เมื่อระลึกได้เช่นนี้แล้ว

ก็ตั้งสัตย์อธิษฐาน มอบชีวิตให้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
แล้วก็กำหนดจิตรวมลงในสถานที่ควรอันหนึ่ง
แล้วก็ได้รับความสงบเยือกเย็น ดูคล้ายกับ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น พักในที่ตรงนั้น

จนกระทั่งเครื่องบินได้ลดระดับ
ลงมาถึงแผ่นดินด้วยความปลอดภัย ฝ่ายคนโดยสารก็ปรบมือกันด้วยความดีใจ คงคิดว่าเราปลอดภัยแล้ว

สิ่งที่แปลกก็คือ ขณะเมื่อเครื่องบินเกิดอุบัติเหตุ ต่างคนก็ร้องเรียกว่า หลวงพ่อช่วยปกป้องคุ้มครองพวกเรา
ทุกคนด้วย แต่เมื่อพ้นอันตรายแล้ว เดินลงจากเครื่องบิน เห็นประณมมือไหว้พระเพียงคนเดียวเท่านั้น
นอกนั้นไหว้แอร์โฮสเตสทั้งหมดในที่นั้น นี้เป็นสิ่งที่แปลก



ที่มา www.larndham.net